มาร์กแซล เดอไซญี่ พูดถึงแชมป์ที่เฝ้าถึง

หากจะเอื้อนเอ่ยถึงกองหลัง (ที่เล่นได้เหนียวแน่นที่สุดในพรีเมียร์ชิพ อังกฤษแล้วล่ะก็แน่นอนชื่อหนึ่งที่ใคร ๆ ต่างจะหลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นก็คือ มาร์กแซล เดอไซญี่ ปราการจอมแกร่งดั่งฉายา “เดอะ ร็อก” ภายใต้สีเสื้อของ “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซีสโมสรที่เต็มไปด้วยเหล่านักเตะต่างชาติมากที่สุดในเกาะอังกฤษ

เดอไซญี่จัดได้ว่าเป็นนักเตะที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในอาชีพค้าแข้งของเขา เคยชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ถึง 2 ครั้งกับ 2 สโมสรที่ต่างกัน นั่นคือ โอลิมปิก มาร์กเซย ทีมดังของลีกเมืองน้ำหอมฝรั่งเศส และ เอซี มิลาน ยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งในวงการฟุตบอลมะกะโรนี อิตาลี นอกจากนี้ยังเคยคว้าแชมป์ลีกมาแล้วกับ 2 สโมสรดังกล่าวและกับต้นสังกัดล่าสุด ความสำเร็จครั้งแรกของเขาคือ การพาทีมคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์คัพ ด้วยการเฉือนชนะ “ราชันชุดขาว” รีล มาดริด 1-0 ที่โมนาโกเพียงปีแรกที่เขามาอยู่เท่านั้น นอกจากนี้เขายังเป็นกำลังสำคัญในการนำทีม “ตราไก่” ฝรั่งเศส คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก ครั้งล่าสุดมาครองได้ด้วยซึ่งในนัดชิงๆเป็นการเอาชนะ “แชมป์โลก 4 สมัย” บราซิลอย่างขาดลอยถึง 3-0 นับว่าเป็นการฉลอง แชมป์ที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน

แม้วัยของเดอไซญี่จะล่วงเลยเข้าสู่บั้นปลายของอาชีพค้าแข้งแล้ว แต่เขาก็ยังคงเป็นที่ต้องการของสโมสรชั้นนำต่างๆ ทั่วยุโรปไม่ว่าจะเป็นสโมสรใหม่ และเก่าอย่าง มาร์กเซย ต่างคอยจ้องจะคว้าตัวเขามาร่วมทีมให้ได้ โดยเฉพาะมาร์กเซย มีทีท่าว่าจะได้ตัวเขาไปสูง เพราะกระแสที่ว่านักเตะที่ไปค้าแข้งต่างถิ่น เมื่อถึงบั้นปลายอาชีพต่างต้องการกลับมาเล่นในบ้านเกิดทั้งนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้สร้างความหวาดวิตกให้กับเหล่าแฟนบอลเชลซีเป็นอย่างมาก โดยเมื่อบวกกับการที่เชลซีต้องออกไปเยือนมาร์กเซยในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ช่วงต้นฤดูกาลทำให้เกิดกระแสข่าวลือเพิ่มขึ้นเข้าไปอีก แต่ในที่สุดเดอไซญี่ก็ออกมากล่าวปฏิเสธข่าวลืออย่างสิ้นเชิง

“ผมไม่เคยบอกว่าต้องการจะย้าย แม้จะมีหลายคนพูดเช่นนั้นก็เถอะ แต่ผมไม่เคยสนใจ มันจะสำคัญอะไรในเมื่อ โคลิน ฮัทชิสัน, เบตส์ และ ลูก้า รู้ดีว่าผมพอใจที่ยังอยู่ที่นี่ ผมยังคงฝึกซ้อมกับทีม และก็ซ้อมอย่างหนัก ผมไม่ใช่คนที่อ่อนไหวได้ง่ายๆ และอีกอย่างผมไม่มีความสามารถที่จะควบคุมเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นนอกสโมสรได้”

พูดถึงเอสเลอร์ – ยังเกอร์

เดเอฟเบ-ทีมเชฟ เอริค ริบเบ็ค ประกาศรายชื่อ 22 ขุนศึกอินทรีเหล็กออกมาแล้ว

22 ไม่ใช่ 23 อย่างที่เป็นกระแสข่าวเผื่อเหลือเผื่อขาด กรณีกระดูกไหปลาร้าข้างขวาของ เยนส์ เยเรมีส

…ศึกยูโร 2000 ระหว่างวันที่ 10 มิถุนายน ถึงวันที่ 2 กรกฎาคม ในส่วนของทีมชาติเยอรมัน เริ่มมองเห็นเป็นรูปเป็นร่าง

โธมัส เฮสเลอร์ จอมทัพของ 1860 มิวนิค มีชื่อติดอย่างที่เป็นกระแสออกมาจริง ๆ อีกคนที่ได้ร้องไชโยโดยไม่ต้องอาศัยลีโอคือ คาร์สเท่น ยังเคอร์ จอมจุมพิตของเสือใต้ บาเยิร์น มิวนิค

ตอนแรกปีกว่าจะได้เห็นลีลาของจอมจุมพิตเมืองเบียร์มาประชันกับมาดตีลังกาของซิโก้ ณ กลิ่นอายอังกฤษ

ก็ขอแสดงความยินดีด้วยกับทั้ง 2 คน โดยเฉพาะอิ๊คเค่ โธมัส เฮสเลอร์ นั้น คงหมดทุกข์ หมดโศกหมดปมปัญหา ขอบฟ้าเริ่มสดในไร้เมฆหมอกแล้ว ก็ได้แต่หวังว่ายูโร 2000 จะนำความสดชื่นสมหวังมาให้ หรือถ้าจะได้เจอยอดยาหยีรู้ใจคนใหม่ก็เอาเลย คนอย่างอิ้คเค่ถ้าได้สิ่งแวดล้อมดี บรรยากาศอบอุ่น หมอนี่ตะลุยไปข้างหน้าได้เพลินตาเพลินใจดีนักแล

2 คนดีใจ ในขณะที่ 3 ชื่อกลายเป็นนักเตะฝันค้าง สเตฟาน บายน์ลิช และ โอลิเวอร์ นอยวิลล์ ของไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น อีกคนคือ มิชาเอล เพรทซ์ ยอดดาวยิงปีที่แล้ว จำต้องโบกมือหยอยลา ตอนนี้นั่งเช็ดน้ำตาป้อยๆ อยู่ที่เบอร์ลิน เอ..หรือว่าบึ่งมาหาอกแม่ที่ดุสเซลดอร์ฟแล้ว

มีสมหวังก็ต้องมีผิดหวังเป็นของคู่กัน ไม่ต้องคิดมาก ทีมเชฟ เอริค ริบเบ็ค ประกาศรายชื่อเปิดเผยหน้าตาทัพอินทรีเหล็กรวม 22 คน เพื่อสู่ศึก ยูโร 2000 ในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้านี้

ในจำนวน 22 คน เป็นนักเตะจากชุดยูโร 2000 เฮ้ย! ชุดแชมป์ยูโร 96 อยู่ทั้งหมด 6 คน ถือว่าเป็นกลุ่มประสบการณ์ที่มีเครดิตพอสมควรทีมเชฟ เอริค ริบเบ็ค มีความเชื่อมั่นว่าจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนชาติเยอรมันได้เป็นอย่างดี เขาไม่พูดถึงตำแหน่งแชมป์ไม่พูดถึงการป้องกันแชมป์ หรือการเดินหน้าเข้าไปผงาดในรอบลึก ๆ หากแต่พูดอยู่ในลักษณะเดิมคือ

เยนส์ เรมีส 1

แข้งทองเยนส์ เรมีส

ศึกยูโร 2000 ที่กำลังจะเปิดฉากขึ้นในอีกไม่นานนี้ 16 ทีมที่ได้ผ่านเข้ารอบสุดท้าย มีใครบ้าง คงไม่มีใครไม่รู้อีกแล้ว และแน่นอนที่สุดว่า หนึ่งในนั้นต้องมีทีมชาติเยอรมันรวมอยู่ด้วย เนื่องมาจากในศึกยูโร 96 ที่อังกฤษพวกเขาเป็นทีมที่คว้าแชมป์ได้ ดังนั้นในทัวร์นาเมนต์ที่ฮอลแลนด์และเบลเยียม ครั้งนี้ “อินทรีเหล็ก” จึงไม่ต้องแย่งชิงพื้นที่กับใคร หน้าที่ของพวกเขามีเพียงการตระเวนอุ่นเครื่องกับทีมต่าง ๆ เพื่อทดลองศักยภาพของนักเตะแต่ละคน และหาความลงตัวที่สุดให้ทีมเท่านั้น

สำหรับทีมชุดปัจจุบัน ตำแหน่งที่กุนซือทีมอินทรีเหล็กให้ความสำคัญมากที่สุด คงหนีไม่พ้น “ลิเบอโร่” เพราะดูเหมือนตอนนี้ เยอรมันกำลังมองหานักเตะที่มีคุณสมบัติเป็นผู้นำ และบุคลิกเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นเหมือนอย่าง “ไกเซอร์” ฟร้านซ์ เบ๊คเค่นเบาเออร์ผู้นำทีมชาติเยอรมันคว้าแชมป์เมื่อปี 1974 ได้ประมาณนั้นมาเป็นกำลังขับที่จะพาทีมอินทรีเหล็กผงาดฟ้าอีกครั้ง

เยนส์ เรมีส

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โธมัส เฮลเมอร์, เยนส์ โนวอทนี่ รวมถึง โอลาฟ โธน ต่างก็เคยถูกนำมาลองรับบทตัวแทนของท่านไกเซอร์มาแล้วทั้งนั้น แต่ก็ยังไม่มีใครสอบผ่านสักคน จนกระทั่งอดีต บุนเดสเทรนเนอร์ แบร์ตี้ โฟ้กท์ส ตัดสินใจมอบความไว้วางใจให้แก่ “ซูเปอร์แมน”โลธ่าร์ มัทเธอุส รับหน้าที่เป็นจอมทัพในแดนหลังของทีม

ใช่ล่ะในส่วนของความเก๋าเกม มัทเธอุส สอบผ่านและทำได้ดีเยี่ยม เขาใช้ประสบการณ์อันโชกโชนมาช่วยทีมได้อย่างน่าประทับใจ แต่ว่าเวลาบนเวทีลูกหนังของเขากำลังจะหมดอยู่รอมร่อแล้ว ก็อายุอานามขนาดนี้ ถึงแม้เขาจะยังพอมีโอกาสได้ร่วมบู๊กับทีมไปจนถึงฟุตบอลโลกปี 2002 แต่โอกาสที่เขาจะช่วยทีมได้เต็มที่จริงจังก็มีอยู่ไม่มากนัก เนื่องจากทุกคนคงอยากให้เขาลงมาทำสถิติติดทีมชาติให้มากครั้งที่สุดเท่าที่จะทำได้เท่านั้น แถมเผลอ ๆ “ซูเปอร์แมน” อาจไม่ได้ร่วมทีมไปถึงวันนั้นก็ได้ ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง ใครล่ะจะมารับหน้าที่เป็นจอมทัพนำทีมสู้ศึกฟุตบอลโลก 2002 ได้ สำหรับคำถามนี้ คำตอบที่หลายคนเล็งไว้ว่า น่าจะมีศักยภาพพอเป็นทายาทของ “แดร์ไกเซอร์” และ”ซูเปอร์แมน” ได้ คือ เยนส์ เยเรมีส อดีตเพื่อนร่วมทีม “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค วัย 26 ปี ของมัทเธอุสนั่นเอง

โรนัลด์ เดอ บัวร์ แห่งฮอลแลนด์

ทีมชาติฮอลแลนด์เป็นหนึ่งในชาติเจ้าภาพร่วมของศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ปี 2000 ครั้งนี้ด้วย ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ต้องเหนื่อยลงโม่แข้ง แข่งรอบคัดเลือกกับใคร แต่เพียงเตะอุ่นเครื่อง เตรียมทีมบ้างเท่านั้น แต่คงต้องบอกว่าการจับสลากแบ่งสายแล้วตกอยู่กล่ม D ร่วมกับฝรั่งเศสแชมป์โลกทีมล่าสุด, เช็กทีมที่ทำผลงานรอบคัดเลือกได้อย่างยอดเยี่ยม และเดนมาร์กนั้นต้องบอกว่าไม่ใช่ เรื่องง่ายของพวกเขาเลย ถ้าไม่แน่จริงโอกาสตกรอบแรกก็มีสูง ดังนั้นเราจะไปเกาะสถานการณ์กันว่าทีมกังหันลมจะมีทีเด็ดรับมือยูโร 2000 กันอย่างไร

ยิ่งใกล้ถึงเวลาที่มหกรรมฟุตบอลยูโร 2000 จะเปิดฉากขึ้นเท่าไร บรรยากาศความคึกคักของแฟน ๆ จากชาติเจ้าภาพร่วมอย่างฮอลแลนด์ก็ยิ่งมีมากยิ่งขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะหลังจากพวกเขาอุ่นเครื่องชนะเยอรมันได้ 2-1 ในนัดล่าสุด กระแสความคลั่งไคล้ในมนต์เสน่ห์ของเกมลูกหนังก็ยิ่งรุนแรง ตอนนี้ตามท้องถนนในอัมสเตอร์ดัมเต็มไปด้วยกลิ่นอายของยูโร 2000 ฟีเวอร์ ถึงขนาดมีการตั้งร้านขายของที่ระลึกไว้จำหน่ายสินค้าจากทัวร์นาเมนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรปนี้ขึ้นมาโดยเฉพาะเลยทีเดียว เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าประชาชนชาวดัตช์ทั้งหลาย ก็พร้อมนับถอยหลังรอคอยการรูดม่านเปิดฉากเวทีแห่งการชิงชัยความเป็นเจ้ายุโรปแล้วเช่นกัน

โรนัลด์ เดอ บัวร์ หนึ่งในขุนพลหลักของทีมชาติฮอลแลนด์ สังกัดทีมบาร์เซโลน่า “เจ้าบุญทุ่ม” แห่งสเปน เชื่อมั่นว่าการที่ทีม “กังหันสีส้ม” ได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในครั้งนี้ แม้จะเป็นเจ้าภาพร่วมแต่ก็ถือว่าได้เปรียบอยู่มาก เพราะมันจะช่วยให้เขาและเพื่อนร่วมทีมมีโอกาสคว้าแชมป์รายการนี้ได้สูงทีเดียว ถึงทีมชาติฮอลแลนด์จะไม่ได้เป็นทีมเต็งในการคว้าแชมป์ เขาก็ยังมั่นใจลึกๆ ว่า สถานการณ์จะเปลี่ยนไปเมื่อทุกคนอยู่ในสนาม แฟนๆ จะช่วยกดดันคู่แข่งพร้อมเชียร์ให้พวกเขาคว้าชัยได้ในที่สุด

“การได้มีโอกาสเป็นเจ้าบ้านลงเล่นพร้อมเสียงเชียร์ของแฟนๆ ที่ตามเข้ามาให้กำลังใจนั้น ผมเชื่อว่าทุกคนรู้ดีว่ามันวิเศษขนาดไหน มันช่วยเพิ่มกำลังใจให้พวกเขาได้อีกมากโขเลยล่ะ” นี่เป็นคำกล่าวของเดอ บัวร์ จอมเก๋าที่เพิ่งจะมีอาอุครบ 30 ปี ไปเมื่อไม่นานมานี้

“มันต่างกันเยอะมากเลยนะเวลาเราเป็นฝ่ายเดินทางออกไปเยือนคู่แข่งนอกบ้าน อย่างในฟุตบอล โลก 2 ครั้งที่ผ่านมา ทั้งอเมริกาและฝรั่งเศสเนี่ย มันไม่ยักรู้สึกคึกคัก หึกเหิม เร้าใจมากสักเท่าไหร่ นั่นเพราะเราไม่ได้เป็นเจ้าบ้าน แฟนๆ ของเราก็มีตามไปเชียร์ไม่มากนัก แต่พอเราได้ลงเล่นในถิ่นตัวเองปุ๊บ มันเหมือนคู่แข่งของเราเป็นแต่มดตัวจ้อยเท่านั้นเองไม่เห็นจะน่ากลัวสักนิดเลย”

สตีฟ แม็คมานามาน

สตีฟ แม็คมานามานยังฟิต

เขาคือนักเตะที่ใครๆ ต่างมองกันว่า เป็นอัจฉริยะทางลูกหนัง ที่น่าจะพาทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล กลับมาครองความยิ่งใหญ่อกครั้ง และคงจะเป็นกุญแจสำคัญของทีม “สิงโตคำราม” กลับมาทวงความยิ่งใหญ่ในวงการลูกหนังกีฬาที่พวกเขาเป็นผู้คิดขึ้น

แต่เมื่อเวลาผ่านไปมีเพียงลีลาลากเลื้อยที่น่าเพลินตาเท่านั้นที่หงส์แดงได้จากเขา ไร้แชมป์ลีก มารับประกันเครดิตความสามารถอันล้นเหลือ ลีลาอันน่าประทับใจไม่สามารถทำให้ตัวเขาเองมีส่วนช่วย อะไรทีมชาติอังกฤษในยุคของ เกล็น ฮ็อตเดิ้ลได้มากนัก

ถึงเวลาที่ สตีฟ แมคมานามาน ต้องออกไปหาประสบการณใหม่ๆ ในยุโรป รีล มาดริด กับการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก คือคำตอบของเขา หลังจากหนึ่งฤดูกาลที่ไปเผชิญโชคที่แดนกระทิงดุ ว่าเขาดีพอหรือเปล่าที่จะเป็น 1 ในสิงโต 22 ตัวที่จะไปตะลุยศึกยูโร 2000 ต้นเดือนมิถุนายนนี้

สตีฟ แม็คมานามาน1

- คุณดีใจไหมกับฟอร์มการเล่นของคุณเอง ที่สามารถเอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเด็ด ได้?

ผมคิดว่าผมเล่นได้โอเคเลยล่ะ แต่สิ่งที่สำคัญสำหรับผมคือ รีล มาดริด สามารถผ่านเข้าสู่รอบต่อไปได้ในแชมเปี้ยนส์ ลีก โดยไม่คำนึงถึงฟอร์มการเล่นของตัวเอง เราถูกกาชื่อออก โดยหลาย ๆ คน ดังนั้นผมจึงคิดว่าเราทำได้ดีจริง ๆ ที่สามารถพิสูจน์ให้พวกนั้นรู้ว่าคิดผิด และตอนนี้เราก็มาถึงนัดชิงชนะเลิศแล้ว

- คุณคิดว่าคุณเล่นได้ดีขึ้นรึเปล่า ตั้งแต่เล่นที่สเปน?

มันยากที่จะพูดแบบนั้น แต่ผมอยากจะคิดว่าผมได้มาถึงเป้าหมายบางอย่างแล้ว ฟอร์มการเล่นของ ผมดีขึ้นเล็กน้อย และผมก็ได้เรียนรู้อะไรมากมายที่นี่ ที่ลิเวอร์พูลผมมักจะคิดแต่การบุกอย่างเดียว แต่ตอนนี้ผมเริ่มคิดถึงเกมระหว่าง 2 ทีม ผมไม่สามารถเล่นได้อย่างตามใจชอบ และต้องเล่นให้ได้ทั่วทั้งสนาม พูดง่ายๆ ถ้าเราอยากเดินเกมไปข้างหน้า เราก็ต้องไปข้างหลังด้วย

- คุณคิดว่าสเปนจะไปได้สวยมั้ยในยูโร 2000

พวกเขาเป็นทีมที่ดีทีเดียว และก็สมควรจะเป็นผู้ชนะด้วย ผมเห็นพวกเขาเล่นเกมที่ชนะอิตาลีมา 2-0 ทีมสเปนเล่นได้ดีมาก ผมรู้ว่าพวกเขาถูกมองข้ามการได้แชมป์รายการใหญ่ๆ เสมอ แต่เชื่อเถอะสเปนจะต้องเล่นได้น่าประทับใจมากในยูโร 2000

- เรามาพูดกันถึงสื่อมวลชนอังกฤษดีกว่า เกี่ยวกับการได้เล่นในทีมชาติอังกฤษของคุณ คุณคิดว่าการมาเล่นที่สเปนจะกระทบถึงโอกาสได้ลงเล่นในทีมชาติหรือเปล่า?

10 ประตูทองของ อลัน เชียเรอร์

อังกฤษ 2 – ฝรั่งเศส 0

ผู้ทำประตู: เชียเรอร์, ลินิเกอร์

สนาม: เวมบลีย์ 19 ก.พ. 1992

นี่เป็นเกมแรกของการประเดิมให้ทีมชาติและมันย่อมเป็นประตูแรกของเขาด้วย เชียเรอร์เสมือนน้องใหม่ เขายืนอยู่ในตำแหน่งที่ดีใกล้กับเส้นประตู และเมื่อ มาร์ค ไรท์ โหม่งเข้ามาให้จึงซัดเข้าไม่เหลือ นับเป็นการออกสตาร์ตที่เยี่ยมเลยทีเดียว

อังกฤษ 4 – ตุรกี 0

ผู้ทำประตู : แกสคอยน์ 2, เชียเรอร์, เพียร์ซ

สนาม : เวมบลีย์ 18 พ.ย. 1992

ทั้ง สจ๊วร์ต เพียร์ซ และ พอล แกสคอยน์ จัดการเบิกร่องให้อิงแลนด์ฉีกนำก่อน จากนั้น เอียน ไรท์ พาร์ตเนอร์ในแนวรุก เปิดบอลจากทาง ด้านซ้ายเข้ามาฮอตชอตปราดมาจากด้านหน้าโขกตุงตาข่ายสมบูรณ์แบบ

อังกฤษ 5 – กรีซ 0

ผู้ทำประตู : แอนเดอร์ตัน เบียร์ดสลี่ย์, แพล็ท 2, เชียเรอร์

สนาม : เวมบลีย์ 17 พ.ค. 1994

กรีซโดนยำแหลกลาญถึง 5 ประตูที่เวมบลีย์ และเชียเรอร์ก็สำเร็จโทษได้อีก เมื่อเขาโชว์ทักษะทลายผู้เล่นกรีซ ส่องสับไกเต็มเหนี่ยว เข้าไปไม่เหลือ ชนิดโกล์อาคันตุกะหมดสิทธิ์เซฟเอาเลยทีเดียว

อังกฤษ 1 – สวิตเซอร์แลนด์ 1

ผู้ทำประตู : เชียเรอร์

สนาม : เวมบลีย์ 8 มิ.ย. 1996

หลายเดือนผ่าน ไปเชียเรอร์ไม่ได้ยิงประตูในนามทีมชาติเลย กระทั่งเกมนี้ มันคือนัดแรกของสิงโตคำราม ในยูโร 96 สวิสนั้นพลิกคำครหา ยิงประตูฉีกนำก่อน อย่างไรก็ตามเชียเรอร์ที่รับบอลจาก พอล อินซ์ ซัดเข้าไปไม่ทำให้แฟนบอลเดินคอตกออกจากสนาม

อังกฤษ 2 – สกอตแลนด์ 0

ผู้ทำประตู : เชียเรอร์, แกสคอยน์

สนาม : เวมบลีย์ 15 มิ.ย. 1996

ดูแล้วเป็นไปไม่ได้เลยที่อังกฤษจะยิงประตูสำเร็จ เมื่อสกอตแลนด์ได้จุดโทษก่อนแต่ยิงพลาดจากนั้นถึงครา อังกฤษ ดาร์เรน แอนเดอร์ตัน เปิดให้ แกรี่ เนวิลล์ ผ่านจากทางด้านขวาเข้าทางเชียเรอร์ ไม่เหลือซาก

อังกฤษ 4 – ฮอลแลนด์ 1

ผู้ทำประตู : เชียเรอร์ 2, เชอริงแฮม 2

สนาม : เวมบลีย์ 18 มิ.ย. 1996

แล้วมันคืนวันอันฝันร้าย ฮอตชอตก็สำแดงเดช ความเป็นศูนย์หน้าระดับยุโรปอย่างแท้จริง เขายิงฟรีคิกให้อังกฤษนำก่อน 1-0 จากนั้น ยิงประตูที่ 3 ได้อีกเมื่อ เท็ดดี้ เชอริงแฮม รับบอลจากแกสคอยน์ก่อนทำทางให้ยิงเสียบเสาไกลหมดจด

อังกฤษ 1 – เยอรมัน 1

ผู้ทำประตู : เชียเรอร์

สนาม : เวมบลีย์ 26 มิ.ย. 1996

คืนนี้ไม่ใช่เวลาพิเศษสุดสำหรับทีมชาติอังกฤษแม้แต่น้อย รอบตัดเชือกกับเยอรมันที่มีความ สำคัญอย่างยิ่ง พอล แกสคอยน์ เปิดลูกเตะมุมเข้ามา โทนี่ อดัมส์ ต่อให้เชียเรอร์โหม่งในระยะเผาขนเข้าไป แต่สิงโตคำรามก็ต้องตกรอบเพราะจุดโทษ

มอลโดวา 0 – อังกฤษ 3

ผู้ทำประตู : บาร์มบี้, แกสคอยน์, เชียเรอร์

สนาม : ชิซิพู 1 ก.ย. 1996

แม้จะยิงประตูมอลโดวาซึ่งถือว่าสมันน้อย อย่างมาก เพราะเป็นสกอร์ที่วิเศษสุดเหลือเกินจาก แกรี่ เนวิลล์ ที่ทำทางเข้ามาและฮอตชอตกดอย่างเหมาะเหม็ง

อังกฤษ 2 – จอร์เจีย 0

ผู้ทำประตู : เชียเรอร์, เชอริงแฮม

สนาม : เวมบลีย์ 30 เม.ย. 1997

ฮอตชอตซัดฟรีคิกมุมแคบผ่านนายทวารจอร์เจียเข้าไป ชนิดตาข่ายทะลุ โดยนับเป็นฟรีคิกในเขตโทษ 2 จังหวะ และบอลพุ่งเป็นจรวด เสียบเพดานตาข่าย

อังกฤษ 2 – ตูนีเซีย 0

ผู้ทำประตู : เชียเรอร์, สโคลส์

สนาม : มาร์กเซย 15 มิ.ย. 1998

ศึกฟร้องซ์ 98 ในรอบแรกจากแกรม เลอ โซ ที่เปิดฟรีคิกเข้ามาให้ และ อลัน เชียเรอร์ ที่สำเร็จโทษเข้าไปตามสไตล์ถนัด ให้สิงโตคำรามทะยานผ่านเข้าสู่รอบสอง แต่ก็ต้องพ่ายให้กับอาร์เจนตินา และมันก็เป็นจุดโทษเหมือนเดิม

อลัน เชียเรอร์กล่าวอำลา

อาจดูเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ไม่น้อย หากอังกฤษชาติที่ยกตนว่าเป็นต้นแบบของ โมเดิร์นฟุตบอล ผงาดฟาดแชมป์ยูโร 2000…

ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น? แม้จะถูกโฟกัสเป็นพิเศษ แต่ภาพพจน์ของสิงโตคำรามยังดูดาด ๆ ธรรมดา ไม่ค่อยเร้าใจเหมือนทีมอื่น

ว่ากันตามความจริงชนิดหั่นอาการลำเอียงออกไป ฐานะของอังกฤษเป็นได้เต็มที่แค่ “ม้ามืด” เท่านั้น เต็ง 1-5 ยังไม่ใช่เวลานี้

แต่ใครบางคนกลับนิ่งเฉยกับคำวิพากษ์เหล่านี้ เพราะมีปากก็ย่อมพูดได้ทั้งนั้น…

อลัน เชียเรอร์ เชื่ออยู่ลึกๆ อังกฤษจะเป็นแชมป์ และเขาจะคว้าตำแหน่งดาวซัลโวประจำทัวร์นาเมนต์ยูโร2000

ถ้ามันลงเอยอย่างนั้นจริง จะเป็นการปิดฉากกับทีมชาติที่สวยหรูฟู่ฟ่าอย่างยิ่ง

แม้ในวัยเหยียบย่าง 30 พรรษาจะไม่เหมาะสมที่จะคิดการณ์ไกลด้วยการแขวนสตั๊ด แต่เหตุผลของเชียเรอร์ก็เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กรุ่นหลังได้ก้าวขึ้นมาโชว์ฝีเท้าบ้าง

“ผมปรารถนาทั้งโทรฟี่และตำแหน่งดาวยิง แต่ผมไม่อยากจะพูดมากให้เปลืองน้ำลาย เพราะนี่เหมือนโอกาสสุดท้ายของผมแล้ว”

“ผมเชื่อว่าตัวเองจะไม่ผิดหวังแน่กับการตัดสินใจในครั้งนี้ เพราะเดือนสิงหาคมนี้ ผมก็จะครบ 30 ปีพอดิบพอดีแล้ว และคิดว่ามันถึงเวลาอันควรซะที”

ตัวตายตัวแทนที่จะขึ้นมาทาบฮอตชอตคงไม่มีทางหาได้ในเร็ววัน อย่างน้อยไม่น่าจะใช่ภายในปีเดียว

ในขณะเดียวกัน ทัวร์นาเมนต์นี้จะเป็นการพิสูจน์ของ ไมเคิ่ล โอเว่น อีกครั้ง ว่าจะแบกรับมรดกจากเชียเรอร์ได้หรือไม่ ส่วน เควิน ฟิลลิปส์ ก็ดูงอมเกินไปสำหรับเกมในระดับชาติ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ก็ฟอร์มหล่นแล้วร่วงอีก

เอมล เฮสกี้ ยังต้องใช้เวลาอีกเพียบเพื่อผงาดในทีมชาติอย่างสมภาคภูมิ มันต้องมาจากฝีเท้าเท่านั้น ไม่ใช่สีเสื้อที่มีตราหงส์ติดอยู่ข้างซ้าย และมียี่ห้อรีบอคอยู่ข้างขวา

สำหรับ แอนดี้ โคล ตัดออกไปได้เลย ทีมชาติคือของแสลงสำหรับโคล หมอนี่จะลั่นไกคล่อง ก็ต่อเมื่อเล่นให้นิวคาสเซิ่ลและแมนฯ ยูไนเด็ด เท่านั้น

ปัญหาตรงนี้ เควิน คีแกน ต้องเค้นสมองอย่างหนักว่าจะทำทีมในทิศทางใด ในยามที่ปราศจากเงาหัวเชียเรอร์

ตอนที่ฮอตชอตประกาศลาเป็นเรื่องราว คิงเคฟยอมรับว่าเกิดอาการ “ตกใจ” ปน “แปลกใจ” ไฉนๆ จู่ๆ จึงโพล่งออกมาแบบไร่ปี่ขลุ่ยแบบนี้ ไม่มีการโหมโรงขึ้นอินโทรกันก่อนเลย อย่างนี้คนที่เป็นเจ้านายย่อมลำบากใจเป็นธรรมดา

แฮร์ธ่า เบอร์ลิน

แฮร์ธ่า เบอร์ลิน

หมายเลข ชื่อ เกิดเมื่อ สัญชาติ เข้าร่วมทีมเมื่อ
คริสเตียน ฟิดเลอร์ 27.03.75 เยอรมัน 01.07.89
เฮนดริค แฮร์โซก 02.04.69 เยอรมัน 01.07.97
คิด ฟาน บูริค 20.11.73 ฮอลแลนด์ 01.07.97
ไอย์โยลฟร์ ชเวอร์ริสซอน 03.08.68 ไอร์แลนด์ 14.08.95
เซอร์ไก มานเดร์โก้ 01.08.71 ทาดชิกิสถาน 01.07.97
สเตเฟ่น คาร์ล 03.02.70 เยอรมัน 01.07.95
ไบรอัน รอย 12.02.70 ฮอลแลนด์ 01.07.97
คเยทิล เร้ดดาล 06.11.68 นอร์เวย์ 01.07.97
มิชาเอล พรีทซ์ 17.08.67 เยอรมัน 01.07.96
กาบอร์ คิราลี่ 01.04.76 อังการ 01.07.97
อัลฟอนเซ่ ทชามี่ 14.02.71 แคเมอรูน 01.07.97
อานเท โควิช 31.08.75 โครเอเชีย 01.07.96
ฮาซาน วูราล 17.12.73 ตุรกี 01.07.96
ซิกเท่น ไวท์ 07.01.70 เยอรมัน 01.07.95
มิชาเอล ดินเซย์ 15.10.72 ซาอีร์ 01.07.96
พาล ดาร์ไค 16.03.76 ฮังการี 03.12.96
อันเดรียส์ ชมิดท์ 14.09.73 เยอรมัน 01.07.91
อักเซิ่ล ครูเซ่ 28.09.67 เยอรมัน 01.07.96
มิชาเอล ฮาร์ทมันน์ 11.07.74 เยอรมัน 01.07.94
คาร์สเท่น ลาคีส 08.01.71 เยอรมัน 01.07.97
โอลิเวอร์ ชมิดท์ 14.09.73 เยอรมัน 01.07.93
คริสเตียน เฟห์รมันน์ 05.10.75 เยอรมัน 01.07.93
มาร์ค อาร์โนลด์ 19.09.70 เยอรมัน 29.12.95
มาร์เชล ราท 03.09.75 เยอรมัน 01.07.95
27 กุนนาร์ เซาเออร์ 11.06.64 เยอรมัน 01.07.96
28 ทอร์สเท่น มาเลสซ่า 03.09.77 เยอรมัน 01.07.93
เทรนเนอร์ เจอร์เก้น โรเบอร์ 25.12.53 เยอรมัน 01.01.96

ก่อตั้ง 25 ก.ค. 1892

แฮร์ธ่า เบอร์ลิน1

ความสำเร็จ แชมป์เยอรมัน 2 ครั้ง (30, 31)

งบประมาณ 35 ล้านมาร์กบวก 9 ล้านมาร์กจากสปอนเซอร์ UFA

เทรนเนอร์ เจอร์เก้น โรเบอร์ (นับแต่ 1 ม.ค. 96)

ย้ายมา ฮามี่ (โบคา จูเนียร์ส), รอย (น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์), เร็กดาล (แรนส์), ฟานบูร์ค (อูเทร็คท์), แฮร์โซก (สตุ๊ตการ์ท), มานเดสโก้ (ราปิด เวียนนา), ลาคี่ส์ (บาเยิร์น), คิราลี่ (ชอมบาเฮลี่)

ย้ายไป ฮ็อดเลอร์ (ฮัลเล่), เคทซ์ (แขวนสตั๊ด), โคเบอร์ (ยังไม่มีสังกัด), ราคลี่ (อุนเตอร์อัคคิ้งก์), ไวเดอร์มันน์ (ชาลเก้)

รายได้สูงสุด รอย (ปีละ 1.4 ล้านมาร์ก)

รายได้ต่ำสุด คิราลี่ (ปีละ 150,000 มาร์ก)

เมื่อยักษ์หลับขยับร่าง

พญาหมีแห่งเบอร์ลิน ออกอาการบิดขี้เกียจ เหยียดแข้งยืดขา หลายต่อหลายปีที่ผ่านมา ลงไปสาละวนอยู่ในเวทีระดับล่าง ตอนนี้ทีมเมืองหลวงของเยอรมัน พร้อมแล้วที่จะกลับมาสู่ความยิ่งใหญ่

เทรนเนอร์ เจอร์เก้น เรอเบอร์ เน้นสูตรลงตัว 3-5-2 ที่ทำสำเร็จในปีฟันฝ่าสู่บุนเดสลีกา

แผงมิดฟิลด์เคลื่อนไหวสลับอ่อนตัว ทำได้ทั้งรุกและรับเพื่อเสริมแผงหน้า โดยความหวังฝากไว้ที่ เร็คดาล-ครูเซ่-รอย-โควิช

ถึงเวลาบุนเดสลีกา ถึงเวลา แฮร์ธ่า เบอร์ลิน แล้ว

วงในฟุตบอลยูโร

-ยูฟ่า โต้โผจัดทัวร์นาเมนท์ ยอมรับว่า คนที่มีหน้าที่ดูแลรักษาถ้วยโทรฟี่มักจะทำหายเอง เป็นประจำ โดยผู้อำนวยการฝ่ายสื่อต่าง ๆ ฟริตช์ อาห์ลสตรอม กล่าวว่า “มีอยู่ครั้ง ผมไม่ได้ติดตามดูแลโทรฟี่นานถึง 3 เดือน โดยปกติ มันจะเก็บอย่างดี ในที่กำบังลูกระเบิดในสวิตเซอร์แลนด์ แต่ผมก็มักทำกุญแจไขหายอยู่เรื่อย”

-แม้จะเพิ่มจำนวนทีมเป็น 16 ชาติเข้าร่วมรอบสุดท้าย แต่แชมป์เก่า เดนมาร์ก ก็ต้องเล่นในรอบคัดเลือกแบบแบ่งกลุ่ม

-บริษัทร่วมระหว่างบีบีซี-ไอทีวี (ฟอร์โต้) เช่าอุปกรณ์การบรรยายหนัก 20 ตันจากคณะผู้จัดกีฬาโอลิมปิคที่แอดแลนต้าในปีนี้

-อดีตนายทวารของคิวพีอาร์ แจน สเตจ์กาล พลาดการติดทีมชาติสาธารณรัฐเชก หลังจากประกาศอำลาโดยอ้างว่าลีกภายในประเทศฤดูกาลที่แล้ว จงใจให้สปาร์ต้า ปราก ครองแชมป์ ขณะ ที่แจนเล่นให้ทีมรองแชมป์ สลาเวีย ปราก

-บอริสลาฟ มิไฮลอฟ นายทวารของบัลแกเรีย ซึ่งเล่นให้ทีมเรดดิ้งในดิวิชั๋น 1 ถูกเปิดเผยว่าปลูกผมจนดกดำแทบจำไม่ได้

-กุนซือทีมโครเอเชีย มิโรสลาฟ บลาเซวิซ กำลังรอชื้นศาลจากการถูกกล่าวหาว่าล้มบอลในฝรั่งเศส โดยเขาถูกประกันตัวในระหว่างคุม โครเอเชียเข้าร่วมศึกยูโร 96 ที่อังกฤษ

-โครเอเชียเคยเป็นรัฐที่ถูกควบคมโดยนาซี ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง และมักเล่นเกม ระดับชาติกับทีมจากแผ่นดินเมืองแม่ ดังนั้นจงไม่น่า แปลกใจที่พวกเขาตกเป็นพ่ายแพ้เสมอ

-ฝรั่งเศสผ่านรอบคัดเลือกโดยไม่ต้อง อาศัยมือของ3 ผู้เล่นชื่อดังที่สุด เอริค คันโตน่า, ดาวิด ชิโนล่า และฌอง ปีแอร์ ปาแปง แต่นับจากความล้มเหลวโนรอบคัดเลือกศึกฟุตบอลโลก 1994 ฝรั่งเศส ก็ไม่เคยแพ้ใครถึง 27 นัดติดต่อกันก่อนถูกหยุดโดย สาธารณรัฐเชกในการเตะจุดโทษตัดสินของรอบรองฯ

-หลังจากผ่านคัดเลือกเป็นครั้งแรก ชาวตุรกี 6 คนถูกยิงกระสุนลูกหลงขณะแฟน ๆกำลังฉลองโดยการยิงปืนในถนนกรุงอิสตัลบูล

-วงไลท์นิ่ง ซีดส์ ซึ่งร้องเพลงชาติอังกฤษ อย่างเป็นทางการเคยข้องแวะในเกมลูกหนังมาก่อน และเพลงฮิต เดอะ ไลฟ์ ออฟ ไรลีย์ ถูกใช้เป็น ดนตรีประกอบฉากที่รวบรวมประตูของแม็ตช์ ออฟ เดอะ เดย์ มานานถึง 3 ปี

-วงดนตรีของสก๊อตต์ พรีมัล ฟิลริม ซึ่งเคยมีเพลงฮิตติดท็อปเทนอย่างโหลดส์ แอนด์ ร็อคส์ ทำซิงเกิ้ลชุดแรกในรอบ 2 ปีเพื่อให้เข้ากับศึกยูโร 96 โดยเพลงที่ได้ยินตลอดสัปดาห์ของการปะทะระหว่าง อังกฤษ-สก๊อตแลนด์ คือเดอะ บิ๊ก แมน แอนด์ เดอะ สตรีม มีท อัพทาวน์

ตามไปดูยูโร 96

ผลงานอันยอดเยี่ยมของอังกฤษ ทำให้การเจอกับฮอลแลนด์ในนัดต่อมาเต็มไปด้วยสีสันอันเร้าใจ และเป็นอีกนัดที่เจ้าถิ่นทำได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วย การเอาชนะดัตช์ไปได้ถุง 4-1 ซึ่งเกือบช่วยให้สก๊อต ที่เอาชนะสวิส 1-0 ในวันเดียวกันเขารอบแทนด้วยซ้ำ หากไม่นับประตูได้เสียที่ฮอลแลนด์ดีกว่า

จากผู้ร้ายกลายเป็นฮีโร่ของประเทศชาติในเวลาห่างกันเพียงไม่กี่วันและการได้ลงเล่นในเวมบลีย์ กับสเปนในรอบก่อนรองชนะเลิศก็คือ จุดไคลแมกซ์ ของอังกฤษอีกเกมหนึ่ง ซึ่งน่าไปถึงการดวลจุดโทษ ตัดสินอีกเช่นเคย

ซีแมนกลายเป็นพระเอกในเกมกับสเปน ด้วยการหยุดจุดโทษลูกสุดท้ายของมิเกล นาคาย เอาไว้ได้ด้วยปลายมือ ส่งให้อังกฤษผ่านเข้าสู่รอบตัดเชือก แม้จะถูกทีมกระทิงดุไล่ต้อนจนหลังพิงกำแพง หลายครั้งหลายหน

ชัยชนะจากรอบควอเตอร์ไฟนั่ล ทำให้แมตช์ ต่อมาของทีมสิงโตคำรามกลายเป็นการแข่งชันที่ทุกคนเฝ้าจับตายิ่งกว่ารอบชิงชนะเลิศเสียอีก เนื่องจาก เป็นการโคจรมาเจอกันระหว่าง อังกฤษ-เยอรมัน คู่ปรับตลอดกาลของโลกฟุตบอลนั่นเอง…

อังกฤษออกตัวอย่างมั่นใจ และได้ประตูจาก เชียเรอร์ในเวลาแค่ 2 นาทีแรก แต่ความสม่ำเสมอ และกล้าหาญของทีมอินทรีเหล็ก ที่ปราศจากเจอร์เก้น คลิ้นส์มันน์ ไปจากอาการบาดเจ็บ ก็ทำให้เกมยืดเยื้อไป จนถึงช่วงต่อเวลาเช่นเดียวกับหลายแมตช์ที่ผ่านมาจากลูกตีเสมอของสเตฟาน คนท์ซ ในอีกไม่กี่นาทีให้หลัง

ความไร้โชคและดวง ทำให้อังกฤษเอาชนะตามกฎโกลเด้นโกล์ ให้เด็ดขาดไม่ใต้ทั้งที่มีโอกาสหลายหน กระทั่งนำไปถึงการดวลจุดโทษ ตัดสินเป็นหนทางสุดท้าย ซึ่งกลายเป็นจุดจบของเจ้าถิ่นอย่างไม่มีใครคาดฝัน

แกเร็ธ เซาร์เกต คือคนที่ 6 ของอังกฤษที่ก้าวเข้ามาเป็น เพชฌฆาตตามการคัดเลือกของเวนาเบิลส์ และทันทีที่เซนเตอร’แบ๊ก ร่างเล็กจาก แอสตัน วิลล่า รงพลาดให้ อันเดรียส์ ค็อปเด่ เดาทางถูก โอกาสของสิงโตคำราม ที่จะก้าวไปสู่แชมป์รายการใหญ่หนแรกในรอบ 30 ปี จึงมืดมนลงเรื่อยๆ

ทุกคนฝากความหวังเอาไว้กับซีแมน แต่ความจริงที่หลีกเลี่ยง ไม่ได้ก็คือ เยอรมันเป็นทีมที่ไม่เคยพลาดท่าใครในการตัดสินทำนอง เดียวกัน นี้มานานตั้งแต่ปี 1976 ซึ่งเป็น ครั้งสุดท้ายที่เชโกสโลวะเกีย คว้าแชมป์ยุโรปไปครองทีเดียว

ประวัติศาสตร์มีเอาไว้ให้ซ้ำรอยเมื่อ อันเดรียส์ โมลเลอร์ ยิงลูกตัดสินให้ทีมจากเมืองเบียร์ผ่านเข้าสู่นัดสุดท้ายไปได้ ก็เท่ากับเป็นการย้อน อดีตถึงนัดตัดเชือกฟุตบอลโลกปี 1990 ซึ่งเยอรมัน ตะวันตกยัดเยียดความปราชัยให้อังกฤษ ด้วยการตัดสินที่จุดโทษ ก่อนก้าวเข้าไปคว้าแชมป์โลกในนัดถัดไปนั่นเอง

อังกฤษผิดหวังกับการไม่ได้เข้าชิงชนะเลิศ แต่ในทางกลับกัน ผลงานจากทัวร์นาเมนต์นี้ก็เท่ากับเป็นมรดกที่เวนาเบิ้ลส์ ทิ้งเอาไว้ให้ เกล็น ฮ็อดเดิ้ล เข้ามาสานต่อสู่ฟุตบอลโลกในอก 2 ปี ข้างหน้าที่ฝรั่งเศส

รวมทั้งเป็นการเรียกศรัทธากับความน่าเกรงขามกลับคืนมาสู่อังกฤษเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีเช่นกัน